UTM คืออะไร? วิธีสร้างลิงก์วัดผลโพสต์ Social Media ด้วย GA4
LovelikeTH Sep 15, 2026 Social Media Tips
โพสต์ Facebook มีคนกดลิงก์ แต่ไม่รู้ว่าเข้ามาอ่านเว็บไซต์จริงเท่าไหร่ หรือแชร์หน้าเดียวกันทั้ง Instagram และ TikTok แล้วแยกผลไม่ออก ปัญหานี้เริ่มแก้ได้ด้วย UTM ซึ่งเป็นข้อมูลที่ต่อท้ายลิงก์ เพื่อระบุว่าผู้เข้าชมมาจากช่องทาง แคมเปญ หรือคอนเทนต์ใด
วิธีใช้งานคือสร้างลิงก์ที่มี UTM นำไปวางในตำแหน่งที่กดเข้าเว็บไซต์ได้ แล้วอ่านข้อมูลใน Google Analytics 4 หรือ GA4 โดยเว็บไซต์ปลายทางต้องติดตั้งระบบวัดผลและเก็บข้อมูลได้ก่อน การเติม UTM อย่างเดียวไม่ได้ทำให้เว็บไซต์เริ่มนับผู้เข้าชมอัตโนมัติ
คู่มือนี้จะพาทำตั้งแต่เลือกค่าที่ต้องกรอก สร้างลิงก์สำหรับโพสต์ Social Media ไปจนถึงอ่านรายงาน พร้อมตัวอย่างสำหรับร้านค้าและคนดูแลเพจที่ต้องการรู้ว่าควรลงทุนทำคอนเทนต์แบบไหนต่อ
สรุปก่อนเริ่ม
- UTM ใช้ระบุที่มาของการเข้าเว็บไซต์ ไม่ได้วัดยอดไลก์หรือยอดวิวในแอปโดยตรง
- เริ่มจาก 3 ค่า ได้แก่ source, medium และ campaign แล้วเพิ่ม content เมื่อต้องการแยกโพสต์หรือตำแหน่งลิงก์
- ใช้รูปแบบการตั้งชื่อเดียวกันทั้งทีม เพื่อไม่ให้ข้อมูลของช่องทางเดียวแตกเป็นหลายแถว
- ดูผลใน GA4 โดยเริ่มจากรายงาน Traffic acquisition และข้อมูลระดับ Session
- ยอดคลิกในแพลตฟอร์มกับจำนวน Sessions ใน GA4 ไม่จำเป็นต้องเท่ากัน
UTM คืออะไร และช่วยตอบคำถามอะไร
UTM เป็นพารามิเตอร์ที่เพิ่มไว้ใน URL เพื่อส่งข้อมูลเกี่ยวกับที่มาของผู้เข้าชมให้ระบบ Analytics ตัวหน้าเว็บไซต์ยังเป็นหน้าเดิม แต่ลิงก์แต่ละชุดสามารถระบุช่องทางและแคมเปญต่างกันได้
ตัวอย่างเช่น ร้านขายกาแฟมีบทความ “เลือกเมล็ดกาแฟสำหรับมือใหม่” หนึ่งหน้า แล้วนำไปโปรโมตผ่านโพสต์ Facebook กับลิงก์ใน Instagram Story หากทำ UTM แยกกัน ร้านจะมีข้อมูลช่วยเปรียบเทียบการเข้าเว็บไซต์จากสองตำแหน่งนี้
คำถามที่เหมาะกับการใช้ UTM ได้แก่:
- ช่องทางไหนพาคนเข้าเว็บไซต์จากแคมเปญนี้มากที่สุด?
- โพสต์แนะนำวิธีใช้กับโพสต์รีวิวสินค้า แบบไหนพาคนเข้ามาอ่านต่อ?
- ลิงก์ในหน้าโปรไฟล์กับลิงก์ใน Story ให้ผลต่างกันอย่างไร?
- ผู้เข้าชมจากแคมเปญไหนทำกิจกรรมที่เราติดตามไว้ เช่น ส่งแบบฟอร์มหรือซื้อสินค้า?
ขอบเขตที่ควรรู้: UTM เป็นป้ายระบุที่มาของลิงก์ ไม่ใช่ระบบติดตามทุกการกระทำ หากต้องการวัดการส่งฟอร์ม การคลิกติดต่อ หรือยอดซื้อ ต้องตั้งค่าการเก็บกิจกรรมนั้นในเว็บไซต์เพิ่มเติม
ส่วนการประเมินว่าโพสต์ได้รับการตอบสนองในแอปดีแค่ไหน ให้ดูข้อมูลแพลตฟอร์มร่วมด้วย เช่น วิธีอ่าน Facebook Insights เพื่อเชื่อมภาพตั้งแต่คนเห็นโพสต์จนถึงคนเข้าเว็บไซต์
รู้จักค่าที่ใช้ในลิงก์ UTM
สำหรับการเริ่มวัดผลโพสต์ทั่วไป ให้รู้จัก 4 ค่านี้ก่อน โดย 3 ค่าแรกเป็นชุดพื้นฐานที่ควรใส่ให้ครบตามแนวทางของ Google Analytics เรื่องการติดแท็ก URL
| ค่า | ใช้บอกอะไร | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| utm_source | แหล่งที่นำคนมา | |
| utm_medium | ประเภทช่องทาง | social |
| utm_campaign | ชื่อแคมเปญ | coffee_guide |
| utm_content | แยกชิ้นงานหรือตำแหน่ง | feed_tips_01 |
Source: คนมาจากที่ไหน
ใช้ชื่อแพลตฟอร์มที่เข้าใจตรงกัน เช่น facebook, instagram หรือ tiktok หากทีมเลือกใช้ facebook แล้ว ควรใช้ค่านี้ต่อเนื่อง ไม่สลับเป็น fb หรือ Facebook ในลิงก์ชุดอื่น
Medium: เป็นช่องทางประเภทใด
บทความนี้ใช้ social สำหรับตัวอย่างโพสต์ที่ไม่ได้ซื้อโฆษณา ส่วนลิงก์โฆษณาควรแยกด้วยมาตรฐานที่ทีมกำหนด เช่น paid_social เพื่อไม่ให้ผลจากการซื้อสื่อปนกับโพสต์ทั่วไป
ชื่อ Medium ไม่ได้แปลว่าจะกลายเป็นชื่อกลุ่มช่องทางในรายงานตรงตัวเสมอไป เพราะ GA4 ใช้กฎหลายส่วนในการจัดกลุ่ม หากต้องการตรวจว่าค่าที่ตั้งถูกเก็บอย่างไร ให้ดู Source / Medium ประกอบกับกลุ่มช่องทาง อ้างอิง กฎ Default channel group ของ Google
Campaign: ลิงก์นี้อยู่ในงานชุดไหน
ตั้งชื่อให้สะท้อนกิจกรรม เช่น coffee_guide หรือ new_menu_sep2026 หากเป็นแคมเปญเดียวกันบนหลายแพลตฟอร์ม ให้ใช้ชื่อ Campaign เดียวกัน แล้วแยกแพลตฟอร์มด้วย Source
Content: ต้องการแยกอะไรภายในแคมเปญ
ใช้แยกรายละเอียดที่มีประโยชน์ต่อการตัดสินใจ เช่น feed_tips_01 สำหรับโพสต์เคล็ดลับชิ้นแรก หรือ story_review_01 สำหรับ Story รีวิวชิ้นแรก ไม่จำเป็นต้องตั้งชื่อยาวจนคนในทีมอ่านไม่รู้เรื่อง
นอกจากนี้ยังมีค่าอื่น เช่น utm_id สำหรับรหัสแคมเปญ และ utm_term ซึ่งมักใช้กับคีย์เวิร์ดโฆษณา ควรเพิ่มเมื่อมีแผนใช้งานข้อมูลนั้นจริง ไม่ต้องกรอกทุกช่องเพียงเพราะเครื่องมือมีให้
วิธีสร้างลิงก์ UTM ทีละขั้นตอน
ก่อนทำ ให้เตรียม URL ปลายทางและตรวจว่าเว็บไซต์ติดตั้ง GA4 แล้ว หากเป็นเว็บไซต์ของลูกค้า ควรมีสิทธิ์ดูรายงาน หรือมีผู้รับผิดชอบส่งผลให้ภายหลัง
-
เลือกหน้าที่ตรงกับสิ่งที่โพสต์สัญญาไว้
ถ้าโพสต์ชวนอ่านวิธีเลือกกาแฟ ให้ส่งไปหน้าบทความนั้นโดยตรง การพาคนไปหน้าแรกแล้วให้หาเองทำให้ประเมินผลของคอนเทนต์ได้ยากขึ้น และเพิ่มขั้นตอนให้ผู้อ่าน
-
เปิด Campaign URL Builder
ใช้ Campaign URL Builder ของ Google แล้วกรอก Website URL ด้วยลิงก์ปลายทางที่ต้องการ เครื่องมือนี้ช่วยประกอบลิงก์ แต่ไม่ได้ติดตั้ง GA4 ให้เว็บไซต์
-
กรอกข้อมูลแคมเปญ
ตัวอย่างโพสต์ Facebook แบบไม่ซื้อโฆษณา: Source เป็น facebook, Medium เป็น social, Campaign เป็น coffee_guide และ Content เป็น feed_tips_01
-
คัดลอกลิงก์ที่สร้างเสร็จแล้ว
นำลิงก์ไปเปิดเพื่อตรวจว่าถึงหน้าที่ต้องการ หากเว็บมีการเปลี่ยนเส้นทาง ให้เช็กว่า UTM ถูกส่งถึงหน้าที่ระบบวัดผลทำงาน ไม่ถูกตัดออกก่อนเก็บข้อมูล
-
บันทึกและทดสอบจากตำแหน่งที่จะใช้งานจริง
จดชื่อลิงก์ วันที่ ช่องทาง และโพสต์ไว้ในชีต จากนั้นลองกดผ่านมือถือในแอปที่ใช้เผยแพร่ โดยเฉพาะเมื่อผ่านระบบย่อลิงก์หรือหน้าเลือกหลายลิงก์
ตั้งมาตรฐานเล็ก ๆ ก่อนเริ่ม: ใช้ภาษาอังกฤษตัวพิมพ์เล็ก ไม่เว้นวรรค และเลือกใช้ขีดล่างหรือขีดกลางให้เหมือนกันทั้งทีม วิธีนี้ช่วยลดความสับสนเวลารวมรายงาน
ถ้าประกอบ URL เอง พารามิเตอร์ชุดแรกเริ่มหลังเครื่องหมาย ? และคั่นแต่ละค่าด้วย & หาก URL มีพารามิเตอร์เดิมอยู่แล้ว ต้องต่อให้ถูกโครงสร้าง การใช้ URL Builder จึงสะดวกกว่าสำหรับมือใหม่
ตัวอย่าง UTM สำหรับ Facebook, Instagram และ TikTok
สมมติร้านต้องการพาคนไปอ่านบทความกาแฟหน้าเดียวกัน ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นรูปแบบการตั้งชื่อที่ผู้เขียนเสนอ สามารถปรับให้เข้ากับงานของคุณได้ โดยรักษาหลักการตั้งชื่อให้สม่ำเสมอ
Facebook: โพสต์แนะนำความรู้
- Source: facebook
- Medium: social
- Campaign: coffee_guide
- Content: feed_tips_01
ใช้กับลิงก์ในโพสต์ชิ้นนั้นโดยเฉพาะ หากทำอีกโพสต์ที่ต้องการแยกผล ให้เปลี่ยน Content
Instagram: ลิงก์ใน Story
- Source: instagram
- Medium: social
- Campaign: coffee_guide
- Content: story_tips_01
ใช้ในตำแหน่งลิงก์ที่บัญชีของคุณกดเข้าเว็บไซต์ได้ แล้วดูสถิติภายใน Instagram ควบคู่กับข้อมูลปลายทาง
TikTok: ลิงก์เว็บไซต์ในโปรไฟล์
- Source: tiktok
- Medium: social
- Campaign: coffee_guide
- Content: profile_link
ใช้เมื่อบัญชีมีช่องลิงก์เว็บไซต์ที่ใช้งานได้ ค่านี้ระบุตำแหน่งหน้าโปรไฟล์ ไม่ได้บอกโดยอัตโนมัติว่าผู้ชมดูคลิปไหนก่อนกดเข้ามา
ข้อควรระวังคือ ลิงก์เดียวที่ใช้ร่วมกันหลายโพสต์จะแยกผลรายโพสต์ไม่ได้จาก UTM เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะกรณีทุกคลิปชวนไปกดลิงก์เดียวใน Bio อย่าตั้งชื่อ Content เป็นชื่อคลิปหนึ่งแล้วตีความว่าผู้เข้าชมทั้งหมดมาจากคลิปนั้น
สำหรับ Instagram สามารถอ่าน วิธีใช้ Instagram Insights เพิ่มเติม เพื่อดูว่าคอนเทนต์ใดทำให้คนสนใจโปรไฟล์ แล้วใช้ข้อมูลนี้ประกอบกับการเข้าเว็บไซต์ โดยไม่เหมารวมว่าเป็นผู้ใช้กลุ่มเดียวกันทั้งหมด
วิธีอ่านผล UTM ใน GA4
เริ่มจากรายงาน Traffic acquisition
- เปิด GA4 และเลือก Property ของเว็บไซต์ปลายทาง
- เข้า Reports แล้วหารายงาน Traffic acquisition ซึ่งโดยทั่วไปอยู่ในกลุ่ม Acquisition ตำแหน่งเมนูอาจต่างกันตามการจัดรายงานของบัญชี
- เลือกช่วงวันที่ให้ครอบคลุมวันที่เผยแพร่ลิงก์
- เปลี่ยนมิติหลักเป็น Session source / medium เพื่อดูช่องทาง หรือ Session campaign เพื่อดูแคมเปญ
- ค้นหาค่าที่ตั้งไว้ เช่น coffee_guide แล้วพิจารณา Sessions และกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง
หากต้องการแยกค่าจาก utm_content ให้ใช้มิติ Session manual ad content ในรายงานที่เพิ่มมิตินี้ได้ หรือใน Explore เมื่อไม่พบตัวเลือก อาจต้องให้ผู้มีสิทธิ์ช่วยปรับรายงาน ดูการจับคู่พารามิเตอร์กับมิติได้จาก เอกสาร Traffic-source dimensions ของ Google
เลือกตัวเลขให้ตรงกับคำถาม
- Sessions: ใช้ดูจำนวนช่วงการเข้าชมที่รายงานจัดให้กับแหล่งที่มานั้น ไม่ใช่จำนวนคนแบบไม่ซ้ำ
- Engaged sessions: ใช้ประกอบการประเมินว่ามีการเข้าชมที่เข้าเกณฑ์การมีส่วนร่วมของ GA4 มากน้อยแค่ไหน
- Key events: ดูกิจกรรมสำคัญที่เว็บไซต์ตั้งค่าและเก็บข้อมูลไว้แล้ว
- Revenue: ใช้เมื่อเว็บไซต์ส่งข้อมูลรายได้ถูกต้อง ไม่ใช่ตัวเลขที่เกิดขึ้นเพียงเพราะใส่ UTM
เมื่อต้องการประเมินการเข้าชมจากแคมเปญนี้ ให้เริ่มจากมิติระดับ Session และหลีกเลี่ยงการนำตัวเลขจากรายงานที่ใช้ขอบเขตต่างกันมาเทียบตรง ๆ โดยไม่ตรวจนิยามก่อน
ข้อมูลอาจยังประมวลผลไม่เสร็จ: Google ระบุว่าการประมวลผลข้อมูลอาจใช้เวลา 24–48 ชั่วโมง และตัวเลขระหว่างนั้นอาจเปลี่ยนได้ จึงไม่ควรตัดสินว่าลิงก์เสียเพียงเพราะเพิ่งคลิกแล้วไม่พบข้อมูลในรายงานปกติทันที ดูรายละเอียดเรื่อง ความสดใหม่ของข้อมูล GA4
นำข้อมูลไปตัดสินใจเรื่องคอนเทนต์อย่างไร
UTM จะมีประโยชน์เมื่อใช้ตอบคำถามที่กำหนดไว้ก่อน เช่น “โพสต์แบบไหนพาคนเข้ามาสนใจสินค้าต่อ” แทนการสร้างลิงก์จำนวนมากแล้วเปิดดูเฉพาะยอดรวม
ตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายวิธีคิด ไม่ใช่ข้อมูลจริงของ LovelikeTH: ร้านเผยแพร่สองโพสต์ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยลิงก์ไปหน้าเดียวกัน และตั้งค่าติดตามการส่งแบบฟอร์มไว้แล้ว
| โพสต์ | Sessions | ส่งฟอร์ม |
|---|---|---|
| A: รวมเคล็ดลับ | 200 | 4 |
| B: ตอบข้อสงสัยก่อนซื้อ | 100 | 6 |
ถ้าเป้าหมายคือพาคนเข้าเว็บไซต์ โพสต์ A ให้จำนวน Sessions มากกว่า แต่ถ้าเป้าหมายคือการติดต่อ โพสต์ B มีจำนวนการส่งฟอร์มมากกว่าในข้อมูลชุดนี้ จึงน่าทดลองทำเนื้อหาตอบข้อสงสัยเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ควรสรุปว่าโพสต์ B ดีกว่าเสมอ ต้องตรวจด้วยว่างบโปรโมต กลุ่มผู้ชม ระยะเวลาที่เผยแพร่ และการนับฟอร์มต่างกันหรือไม่ หากผู้ใช้ส่งฟอร์มซ้ำได้ จำนวนกิจกรรมก็ไม่ได้เท่ากับจำนวนลูกค้าใหม่
ใช้รอบทบทวนที่ทำต่อเนื่องได้
- เลือกแคมเปญหรือชุดโพสต์ที่ต้องการประเมิน
- ตรวจชื่อ UTM และความครบถ้วนของข้อมูลก่อนเปรียบเทียบ
- ดูผลตามเป้าหมายหลัก พร้อมบริบทของแต่ละโพสต์
- เลือกหนึ่งสิ่งที่จะทดลองต่อ เช่น เปลี่ยนมุมเนื้อหาหรือข้อความชวนคลิก
- บันทึกสิ่งที่เปลี่ยน เพื่ออ่านผลรอบถัดไปได้ถูกต้อง
หากโพสต์มีคนมีส่วนร่วมมากแต่เข้าเว็บไซต์น้อย อาจต้องทบทวนความชัดเจนของข้อความชวนคลิก ส่วนโพสต์ที่มีคนเข้าเว็บมากแต่ไม่ทำกิจกรรมต่อ ควรตรวจความตรงกันระหว่างข้อความในโพสต์กับหน้าปลายทางด้วย อ่านเรื่อง Engagement Rate และข้อจำกัดในการตีความ เพื่อไม่ให้ตัดสินคุณภาพจากตัวเลขด้านเดียว
UTM ไม่ขึ้นใน GA4 หรือตัวเลขไม่ตรง เช็กอะไรบ้าง
1. เว็บไซต์ปลายทางเก็บข้อมูลได้หรือยัง
ตรวจว่าเลือก Property ถูกตัว และเว็บไซต์มีการส่งข้อมูลเข้า GA4 จริง หากยังไม่ได้ติดตั้งแท็ก หรือแท็กไม่ทำงานบนหน้าปลายทาง การแก้ชื่อ UTM จะไม่ช่วยแก้ต้นเหตุ
2. พารามิเตอร์ถูกส่งถึงระบบวัดผลหรือไม่
ลิงก์อาจผ่านระบบย่อ URL การเปลี่ยนเส้นทาง หรือหน้าเลือกหลายลิงก์ ให้ทดสอบเส้นทางทั้งหมด หากข้อมูล UTM หายก่อนหน้าปลายทางเก็บข้อมูล ต้องแก้ที่ขั้นตอนนั้น
การที่ URL บนแถบที่อยู่ถูกทำให้สั้นลงภายหลังไม่ได้ยืนยันว่าข้อมูลหายเสมอไป บางเว็บไซต์เก็บค่าแล้วจึงปรับ URL จึงควรตรวจข้อมูลที่ส่งเข้า Analytics ประกอบ
3. ชื่อที่ค้นหาตรงกับค่าที่ส่งหรือไม่
facebook กับ Facebook อาจปรากฏเป็นคนละค่า รวมถึงความต่างเล็กน้อยอย่าง coffee_guide กับ coffee-guide ให้ตรวจจากลิงก์ที่เผยแพร่จริง ไม่อาศัยชื่อที่จำได้
4. เลือกช่วงเวลาและมิติถูกหรือไม่
เช็กวันที่ เขตเวลาของ Property และมิติที่ใช้ดูข้อมูล หากต้องการดู utm_content แต่ค้นหาในมิติ Campaign จะไม่พบชื่อชิ้นงานตามที่คาด นอกจากนี้ UTM ไม่จำเป็นต้องปรากฏในทุกมิติที่เกี่ยวกับ URL
5. ยอดคลิกกับ Sessions ใช้นิยามต่างกัน
คนหนึ่งอาจคลิกหลายครั้งในช่วงการเข้าชมเดียว บางคนปิดหน้าเว็บก่อนแท็กทำงาน หรือการเก็บข้อมูลได้รับผลจากการตั้งค่าความยินยอมและเบราว์เซอร์ จึงไม่ควรคาดหวังให้ยอดคลิกของแพลตฟอร์มตรงกับ Sessions ทุกครั้ง
6. ลิงก์ถูกแชร์ต่อไปที่อื่น
หากมีคนคัดลอกลิงก์ที่ติด source เป็น facebook ไปส่งในแชต ค่าเดิมยังติดอยู่กับลิงก์ UTM จึงสะท้อนป้ายที่กำหนดไว้ ไม่ได้ยืนยันบริบทล่าสุดที่ผู้ใช้เห็นลิงก์ได้ทุกกรณี
อย่าใส่ข้อมูลระบุตัวลูกค้าใน UTM: หลีกเลี่ยงชื่อ อีเมล เบอร์โทร หรือข้อมูลส่วนตัวใน URL ใช้ชื่อแคมเปญและรหัสชิ้นงานที่ไม่ระบุตัวบุคคลแทน ตาม แนวทางป้องกันการส่งข้อมูลส่วนบุคคลเข้า Google Analytics
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ UTM
ไม่มีเว็บไซต์ ใช้ UTM ได้ไหม?
คุณสร้างลิงก์ที่มี UTM ได้ แต่การอ่านผลต้องอาศัยระบบวัดผลของปลายทาง หากลิงก์ไปเว็บไซต์ที่คุณไม่มีสิทธิ์ดูข้อมูล จะไม่สามารถเปิด GA4 ของตัวเองแล้วเห็นผลของเว็บไซต์นั้นได้เพียงเพราะเป็นคนสร้างลิงก์
UTM ทำให้รู้ไหมว่าลูกค้าคนไหนกดลิงก์?
UTM ใช้ระบุช่องทางและแคมเปญ ไม่ได้บอกชื่อหรือข้อมูลติดต่อของคนที่คลิก การเชื่อมกับข้อมูลลูกค้าต้องมีระบบและการจัดการข้อมูลที่เหมาะสมแยกต่างหาก
ต้องสร้าง UTM ใหม่ทุกโพสต์ไหม?
ถ้าต้องการแยกผลรายโพสต์ ควรใช้ Content ต่างกันสำหรับแต่ละโพสต์ แต่หากต้องการดูเพียงผลรวมจากลิงก์หน้าโปรไฟล์ ก็ใช้ลิงก์ประจำตำแหน่งนั้นได้ โดยยอมรับว่าจะไม่รู้ผลแยกแต่ละโพสต์จากลิงก์เดียว
ใช้ UTM กับลิงก์ภายในเว็บไซต์ได้ไหม?
ไม่แนะนำให้ใช้ UTM ของแคมเปญภายนอกเพื่อติดตามปุ่มที่พาจากหน้าหนึ่งไปอีกหน้าในเว็บไซต์เดียวกัน หากต้องการรู้ว่าคนกดปุ่มไหน ควรวางแผนเก็บเหตุการณ์การคลิก เพื่อแยกการใช้งานภายในออกจากแหล่งที่นำคนเข้าเว็บไซต์
ใช้ลิงก์สั้นแทนลิงก์ UTM ที่ยาวได้ไหม?
ได้ หากระบบย่อลิงก์ส่งต่อพารามิเตอร์ไปยังปลายทางครบ ควรทดสอบก่อนเผยแพร่ และแยกให้ออกว่าสถิติคลิกจากระบบย่อลิงก์กับข้อมูลการเข้าเว็บไซต์ใน GA4 เป็นคนละชุด
เริ่มจากแคมเปญเดียว แล้วใช้ข้อมูลให้คุ้ม
การใช้ UTM ให้ได้ผลเริ่มจากตั้งคำถามให้ชัด ตั้งชื่อให้เป็นระบบ ทดสอบลิงก์ และเลือกอ่านข้อมูลให้ตรงกับเป้าหมาย ไม่จำเป็นต้องติดแท็กทุกอย่างตั้งแต่วันแรก
ลองเลือกหน้าเว็บไซต์หนึ่งหน้า สร้างลิงก์แยกสำหรับสองตำแหน่งที่คุณใช้งานจริง แล้วบันทึกผลด้วยนิยามเดียวกัน เมื่อเห็นว่าคอนเทนต์ใดพาคนเข้ามาและเกิดกิจกรรมอะไรต่อ คุณจะมีข้อมูลช่วยวางแผนรอบถัดไปได้ชัดเจนขึ้น
พร้อมนำสิ่งที่อ่านไปเริ่มใช้งานจริงแล้วหรือยัง?
สมัครสมาชิกเพื่อดูรายการบริการ ราคา และรายละเอียดล่าสุด หรือเข้าสู่ระบบหากคุณมีบัญชีอยู่แล้ว