หาลูกค้ารับดูแล Social Media คนแรกยังไง? วิธีเริ่มสำหรับฟรีแลนซ์มือใหม่

หาลูกค้ารับดูแล Social Media คนแรกยังไง? วิธีเริ่มสำหรับฟรีแลนซ์มือใหม่

หลังจากเตรียมบริการและตั้งราคาแล้ว ขั้นตอนที่ทำให้ฟรีแลนซ์มือใหม่ติดอยู่บ่อยที่สุดคือ หาลูกค้า Social Media คนแรก เพราะแม้จะออกแบบโพสต์เป็น เขียน Caption ได้ หรือเข้าใจ TikTok และ Instagram แต่ถ้ายังไม่มีใครรู้ว่าคุณรับงาน โอกาสที่จะมีลูกค้าเข้ามาเองก็ยังมีจำกัด

การหาลูกค้าคนแรกจึงไม่ได้เริ่มจากการยิงข้อความขายให้ร้านค้าจำนวนมากที่สุด แต่ควรเริ่มจากการกำหนดก่อนว่าเราช่วยธุรกิจแบบไหน แก้ปัญหาอะไร และมีตัวอย่างอะไรที่ทำให้เจ้าของธุรกิจเชื่อว่าเราสามารถรับผิดชอบงานได้

บทความนี้จะเน้นวิธีที่ฟรีแลนซ์มือใหม่สามารถนำไปเริ่มได้จริง ตั้งแต่เลือกกลุ่มลูกค้า สร้าง Portfolio หา Lead ติดต่อธุรกิจ ไปจนถึงการคุยกับลูกค้ารายแรกโดยไม่ต้องใช้วิธีขายแบบกดดัน

ก่อนหาลูกค้า ต้องตอบให้ได้ก่อนว่าเรารับทำอะไร

ลองเปรียบเทียบสองข้อความนี้

“รับทำ Social Media สนใจทักได้ครับ”

กับ

“รับดูแล Instagram สำหรับร้านอาหารและคาเฟ่ ตั้งแต่ Content Plan, Caption, Artwork ไปจนถึง Scheduling รายเดือน”

ข้อความที่สองทำให้ลูกค้าเข้าใจได้เร็วกว่าว่าคุณรับผิดชอบอะไรและเหมาะกับธุรกิจประเภทไหน

ก่อนออกไปหาลูกค้าจึงควรกำหนดอย่างน้อย:

  • แพลตฟอร์มที่รับดูแล
  • ประเภทลูกค้าที่อยากทำงานด้วย
  • บริการหลักที่ขาย
  • รูปแบบแพ็กเกจ
  • สิ่งที่ไม่รวมในบริการ

ยิ่ง Positioning ชัด การหาลูกค้าก็ยิ่งง่ายกว่าการพยายามขายทุกอย่างให้ทุกคน

ลูกค้าคนแรกควรเป็นธุรกิจแบบไหน?

ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากบริษัทใหญ่ ธุรกิจขนาดเล็กหรือเจ้าของร้านที่มี Social Media อยู่แล้วแต่ยังดูแลไม่สม่ำเสมอสามารถเป็นลูกค้ากลุ่มแรกที่เหมาะกว่า

ตัวอย่างเช่น:

  • ร้านอาหาร
  • คาเฟ่
  • ร้านเสริมสวย
  • ร้านเสื้อผ้า
  • ธุรกิจบริการในพื้นที่
  • ร้านค้าออนไลน์
  • Personal Brand
  • ผู้ให้บริการอิสระ

ธุรกิจเหล่านี้มักมีเนื้อหา สินค้า หรือบริการอยู่แล้ว สิ่งที่ขาดอาจเป็นเวลาในการจัดการช่องทาง หรือคนที่ช่วยทำให้คอนเทนต์มีระบบมากขึ้น

อย่าเริ่มจากหาลูกค้า 100 คน ให้เริ่มจาก Ideal Client 1 แบบ

สมมติคุณต้องการรับดูแล Instagram สำหรับร้านกาแฟ แทนที่จะค้นหาธุรกิจทุกประเภท ลองเจาะเฉพาะร้านกาแฟในพื้นที่ที่คุณรู้จัก

คุณจะสามารถศึกษาปัญหาได้ลึกขึ้น เช่น:

  • ร้านมีรูปสวยแต่โพสต์ไม่สม่ำเสมอ
  • โพสต์ส่วนใหญ่มีแต่โปรโมชั่น
  • ไม่มี Reels
  • Caption ไม่บอกข้อมูลร้าน
  • Highlight ไม่เป็นระเบียบ
  • ไม่มี Content ที่ทำให้คนรู้จักเมนูหรือบรรยากาศ

เมื่อเข้าใจปัญหาของธุรกิจประเภทเดียวกันหลายร้าน คุณจะเริ่มมีข้อเสนอที่เฉพาะเจาะจงและคุยกับลูกค้าได้ง่ายขึ้น

ยังไม่มีลูกค้า สร้าง Portfolio ยังไง?

ไม่ควรรอให้มีลูกค้าก่อนจึงค่อยสร้าง Portfolio เพราะลูกค้าคนแรกเองก็ต้องการเห็นว่าคุณทำอะไรได้

คุณสามารถสร้าง Sample Project โดยเลือกธุรกิจสมมติหรือสร้าง Concept ใหม่ขึ้นมา เช่น ร้านกาแฟตัวอย่างหนึ่งร้าน แล้วทำ:

  • ตัวอย่าง Content Calendar 1 สัปดาห์
  • Artwork 3 ชิ้น
  • Caption 3 โพสต์
  • Reels Idea 3 หัวข้อ
  • ตัวอย่าง Bio ที่ปรับปรุงแล้ว
  • ตัวอย่าง Monthly Report

ควรระบุว่าเป็น Sample Work หรือ Concept Project ให้ชัด ไม่ควรทำให้คนเข้าใจว่าเป็นลูกค้าจริงหากยังไม่ได้ทำงานให้ธุรกิจนั้น

Portfolio ไม่ต้องใหญ่ แต่ต้องช่วยลูกค้าตัดสินใจ

ฟรีแลนซ์มือใหม่บางคนสร้าง Portfolio 40–50 หน้า แต่ลูกค้ายังไม่รู้ว่าถ้าจ้างแล้วจะได้อะไร

Portfolio ที่ใช้งานได้ควรตอบคำถามหลัก:

  • คุณถนัดอะไร?
  • ทำงานกับธุรกิจประเภทไหน?
  • สไตล์งานเป็นอย่างไร?
  • วาง Content ได้หรือไม่?
  • ลูกค้าจะได้รับ Deliverables อะไร?
  • มีช่องทางติดต่ออย่างไร?

ตัวอย่างงานที่ตรงกับธุรกิจเป้าหมายเพียงไม่กี่ชิ้นมักมีประโยชน์กว่างานจำนวนมากที่ไม่สัมพันธ์กับบริการที่กำลังขาย

หาลูกค้า Social Media จากที่ไหนได้บ้าง?

1. เริ่มจากเครือข่ายของตัวเอง

ช่องทางแรกที่ไม่ควรมองข้ามคือคนที่รู้จักอยู่แล้ว เช่น เพื่อน ญาติ ลูกค้าเก่า หรือคนที่กำลังเปิดธุรกิจ

ไม่ได้หมายความว่าต้องขอให้ทุกคนจ้าง แต่สามารถแจ้งอย่างชัดเจนว่าตอนนี้คุณเริ่มรับบริการอะไร และหากมีคนรู้จักที่กำลังต้องการคนดูแล Social Media สามารถแนะนำต่อได้

2. ร้านค้าและธุรกิจที่คุณเป็นลูกค้าอยู่แล้ว

บางครั้ง Lead ที่ดีอยู่ใกล้ตัว เช่น ร้านอาหาร ร้านตัดผม คาเฟ่ หรือธุรกิจที่คุณใช้บริการเป็นประจำ

ถ้าคุณรู้จักธุรกิจและเห็นว่า Social Media มีจุดที่สามารถช่วยได้ การเริ่มบทสนทนาจะมีบริบทมากกว่าการส่งข้อความหาคนที่ไม่เคยรู้จักกันเลย

3. Community และกลุ่มธุรกิจ

กลุ่มผู้ประกอบการ กลุ่มฟรีแลนซ์ และ Community ที่เจ้าของกิจการรวมตัวกันสามารถเป็นแหล่ง Lead ได้

แต่แทนที่จะเข้าไปโพสต์ขายบริการซ้ำ ๆ ควรสร้างประโยชน์ เช่น ตอบคำถามเรื่อง Content แนะนำวิธีจัดหน้า Instagram หรือแบ่งปันกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้อง

เมื่อคนเห็นความสามารถจากสิ่งที่คุณแชร์ การติดต่อเพื่อสอบถามบริการจะเป็นธรรมชาติมากกว่าการขายตรงทุกครั้ง

4. แพลตฟอร์มฟรีแลนซ์

Marketplace สำหรับงานฟรีแลนซ์ช่วยให้คนที่กำลังหาผู้ให้บริการอยู่แล้วค้นพบคุณได้

จุดสำคัญคือ Profile ต้องไม่เขียนเพียง “รับทำ Social Media” แต่ควรระบุบริการ กลุ่มลูกค้า และตัวอย่างงานอย่างชัดเจน

5. Social Media ของตัวเอง

บัญชีส่วนตัวหรือบัญชีธุรกิจของคุณสามารถทำหน้าที่เป็น Lead Generation Channel ได้

คอนเทนต์ที่เหมาะกับคนรับดูแล Social Media เช่น:

  • วิเคราะห์เพจตัวอย่าง
  • แชร์ Content Idea
  • เทคนิคเขียน Caption
  • Before / After งาน Design
  • วิธีวาง Content Calendar
  • ข้อผิดพลาดที่ร้านค้าพบบ่อย

คอนเทนต์เหล่านี้ช่วยให้ลูกค้าที่กำลังพิจารณาจ้างสามารถประเมินวิธีคิดของคุณได้ก่อนติดต่อ

วิธีหา Lead แบบไม่ต้องรอให้ลูกค้าทักมาเอง

หากเพิ่งเริ่มต้น คุณอาจต้องทำ Outbound Outreach ควบคู่ไปกับการสร้าง Content

ขั้นตอนพื้นฐานคือ:

  1. เลือกร้านหรือธุรกิจที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย
  2. ดู Social Media ของธุรกิจก่อน
  3. หาจุดที่คุณช่วยได้จริง 1–2 จุด
  4. ดูว่าธุรกิจมีช่องทางติดต่อสำหรับงานหรือไม่
  5. ส่งข้อความที่เขียนเฉพาะสำหรับร้านนั้น
  6. บันทึกว่าเคยติดต่อใครและวันไหน
  7. Follow-up อย่างสุภาพหากเหมาะสม

การ Research ก่อนติดต่อช่วยให้ข้อความไม่ดูเหมือน Spam

ข้อความทักลูกค้าไม่ควรเริ่มจากขายทันที

ข้อความประเภทนี้พบได้บ่อย:

“สวัสดีครับ สนใจเพิ่มยอดขายและผู้ติดตามไหมครับ ผมรับดูแลเพจราคาถูก”

ปัญหาคือข้อความไม่ได้บอกว่าคุณเข้าใจธุรกิจของเขาอย่างไร และยังกล่าวถึงผลลัพธ์ที่ไม่สามารถรับประกันได้

แนวทางที่ดีกว่าคือเริ่มจากสิ่งที่สังเกตเห็นจริง เช่น ร้านมีภาพสินค้าที่ดีอยู่แล้ว แต่โพสต์ค่อนข้างห่างกัน และคุณมีบริการช่วยวาง Content Plan กับจัดชุดโพสต์รายเดือน

เป้าหมายของข้อความแรกไม่จำเป็นต้องปิดการขาย แต่คือทำให้เจ้าของธุรกิจสนใจที่จะคุยต่อ

อย่าส่ง Audit ยาว ๆ โดยลูกค้ายังไม่ได้ขอ

การให้ข้อมูลก่อนขายเป็นวิธีที่ดี แต่ไม่จำเป็นต้องทำ Strategy เต็มเดือนฟรีให้กับทุก Lead

คุณอาจชี้ให้เห็นเพียง 1–2 Opportunity เช่น:

  • หน้าโปรไฟล์ยังไม่บอก Location ชัด
  • มีสินค้าหลายประเภทที่สามารถแตกเป็น Content Series ได้
  • ร้านยังใช้ Reels น้อย

จากนั้นเสนอว่าหากสนใจสามารถคุยรายละเอียดและ Scope เพิ่มเติมได้

วิธีนี้แสดงความสามารถโดยยังรักษามูลค่าของงาน Consulting เอาไว้

ควรแจกงานฟรีเพื่อเอาลูกค้าคนแรกไหม?

ไม่จำเป็น แต่สามารถใช้ Trial หรือ Pilot Project ได้หากมีเหตุผลชัดเจน

ตัวอย่างเช่น เสนอแพ็กเกจทดลอง 2 สัปดาห์ในราคาพิเศษ โดยกำหนดจำนวนงานและสิ่งที่ลูกค้าจะได้รับให้ชัด

ถ้าต้องทำฟรีจริง ๆ เพื่อสร้าง Portfolio ควรกำหนด:

  • ระยะเวลา
  • จำนวนชิ้นงาน
  • จำนวน Revision
  • สิทธิ์ในการนำผลงานมาใช้เป็น Case Study

ไม่ควรเริ่ม “ช่วยทำไปก่อน” แบบไม่มีกำหนด เพราะอาจกลายเป็นงานฟรีต่อเนื่องโดยไม่มีจุดเปลี่ยนเป็นลูกค้า

ข้อเสนอสำหรับลูกค้าคนแรกควรง่าย

อย่าเริ่มด้วย Proposal ที่มีบริการ 20 รายการ หากลูกค้าต้องการเพียงให้เพจโพสต์สม่ำเสมอ

ตัวอย่างแพ็กเกจเริ่มต้นอาจมี:

  • Content Plan รายเดือน
  • 8 โพสต์
  • Artwork
  • Caption
  • Scheduling
  • Monthly Summary

เมื่อเข้าใจธุรกิจมากขึ้น จึงค่อยเสนอ Add-on เช่น Reels, TikTok, Community Management หรือบริการอื่นที่เหมาะสม

เสนอราคาแล้วลูกค้าเงียบ ทำยังไง?

การไม่มีคำตอบไม่ได้หมายความว่าลูกค้าไม่สนใจเสมอไป เจ้าของธุรกิจอาจยุ่ง กำลังเปรียบเทียบผู้ให้บริการ หรือยังไม่ได้ตัดสินใจเรื่องงบ

สามารถ Follow-up หลังจากช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยถามสั้น ๆ ว่าได้รับรายละเอียดหรือไม่ และมีส่วนไหนต้องการให้ชี้แจงเพิ่มเติม

หาก Follow-up แล้วไม่มีคำตอบ ไม่ควรส่งข้อความซ้ำจำนวนมาก ควรกลับไปหา Lead รายอื่นแทน

อย่าพึ่งพาลูกค้าคนเดียว

แม้คุณกำลังเจรจากับร้านที่ดูมีโอกาสสูง ก็ควรมี Lead หลายรายใน Pipeline

สามารถสร้างตารางง่าย ๆ เช่น:

  • ชื่อธุรกิจ
  • ช่องทางติดต่อ
  • วันที่ติดต่อ
  • สถานะ
  • วันที่ Follow-up
  • บริการที่น่าจะเหมาะ

วิธีนี้ช่วยให้การหาลูกค้ากลายเป็นกระบวนการ ไม่ใช่การส่งข้อความเมื่อรายได้เริ่มขาดเท่านั้น

ติดตามตัวเลขการหาลูกค้าของตัวเอง

งานขายก็สามารถวัดผลได้เหมือน Social Media

ตัวอย่าง หากเดือนหนึ่งคุณ:

  • Research 30 ธุรกิจ
  • ติดต่อ 20 ราย
  • มีคนตอบ 6 ราย
  • ได้นัดคุย 3 ราย
  • ปิดงาน 1 ราย

ข้อมูลนี้ช่วยให้รู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน หากแทบไม่มีคนตอบ อาจต้องปรับข้อความหรือกลุ่มเป้าหมาย หากมีคนคุยเยอะแต่ไม่มีใครซื้อ อาจต้องกลับไปดู Proposal, ราคา หรือความเหมาะสมของ Lead

ลูกค้าคนแรกสำคัญกว่ารายได้ครั้งเดียว

ลูกค้ารายแรกสามารถกลายเป็น:

  • Portfolio จริง
  • Case Study
  • Testimonial
  • แหล่ง Referral
  • ลูกค้ารายเดือน

ดังนั้นควรให้ความสำคัญกับการส่งมอบงาน การสื่อสาร และการรักษาขอบเขตงานตั้งแต่รายแรก ไม่ใช่มองเพียงว่าจะได้เงินเท่าไรจากเดือนแรก

ขอ Testimonial จากลูกค้าเมื่อไหร่?

เวลาที่เหมาะคือหลังจากมีงานที่ส่งมอบจริงและลูกค้ามีประสบการณ์เพียงพอที่จะประเมินบริการ

คุณสามารถขอ Feedback ว่าส่วนไหนของการทำงานช่วยเขามากที่สุด และขออนุญาตนำข้อความบางส่วนไปใช้ใน Portfolio

ควรใช้ข้อความจริงจากลูกค้าและไม่แก้ไขจนความหมายเปลี่ยน

ทำ Case Study อย่างไรโดยไม่ต้องโชว์ตัวเลขสวย ๆ เสมอไป?

Case Study ไม่จำเป็นต้องเขียนว่า “เพิ่มยอดขาย 300%” ทุกครั้ง

คุณสามารถเล่าปัญหาและกระบวนการ เช่น:

  • ก่อนเริ่ม ร้านโพสต์แบบไม่มีตาราง
  • จัด Content Pillar ใหม่
  • ทำ Content Calendar ล่วงหน้า
  • สร้าง Template งาน
  • ลดเวลาที่เจ้าของร้านต้องตามงาน
  • ทำให้ช่องทางมีคอนเทนต์ต่อเนื่องตามแผน

ถ้ามีตัวเลขที่ตรวจสอบได้และลูกค้าอนุญาตจึงค่อยนำมาใช้ ไม่ควรสร้างผลลัพธ์ขึ้นมาเพื่อให้ Case Study ดูน่าสนใจ

บริการ LovelikeTH เข้ามาอยู่ตรงไหนของงาน?

เมื่อเริ่มมีลูกค้าแล้ว คุณอาจไม่ได้ทำทุกองค์ประกอบของ Social Media ด้วยตัวเองทั้งหมด บางส่วนสามารถใช้ Freelancer, Software หรือ Supplier ภายนอกช่วยส่งมอบงานได้

หากแพ็กเกจของลูกค้ามีบริการที่ตรงกับรายการของ LovelikeTH คุณสามารถศึกษารายละเอียด ราคา และวิธีการทำงานเพื่อนำมาคำนวณเป็นส่วนหนึ่งของ Workflow ได้

ตัวอย่าง คุณอาจรับผิดชอบ Strategy, Content Plan, Artwork และการคุยกับลูกค้าเอง ส่วนบริการ Social Media บางรายการใช้ผู้ให้บริการภายนอกตาม Scope ที่ตกลงไว้

สิ่งสำคัญคือควรเข้าใจบริการที่นำไปเสนอให้ลูกค้า ไม่รับประกันสิ่งที่ผู้ให้บริการไม่ได้รับประกัน และคำนวณต้นทุนให้ครบก่อนกำหนดราคาขาย

Social Proof ช่วยปิดลูกค้าได้ไหม?

สำหรับตัวฟรีแลนซ์เอง ภาพรวมของบัญชีสามารถมีผลต่อความรู้สึกของคนที่เข้ามาตรวจสอบก่อนจ้าง เช่น มีผลงานหรือไม่ เนื้อหาสม่ำเสมอหรือไม่ Bio ชัดหรือไม่ และมี Engagement ที่สอดคล้องกับลักษณะบัญชีหรือไม่

อย่างไรก็ตาม Social Proof ควรทำหน้าที่สนับสนุนความน่าเชื่อถือ ไม่สามารถแทน Portfolio และความสามารถในการทำงานจริงได้

ลูกค้าที่จริงจังยังต้องการเห็นว่าสื่อสารเป็นหรือไม่ เข้าใจธุรกิจหรือไม่ และสามารถส่งมอบตาม Scope ได้หรือไม่

ข้อผิดพลาดที่ทำให้มือใหม่หาลูกค้ายาก

รับทุกอย่าง

ถ้าลูกค้าไม่รู้ว่าคุณถนัดอะไร การตัดสินใจจ้างก็ยากขึ้น

ไม่มี Portfolio

แม้เป็นงานตัวอย่างก็ควรมีสิ่งที่ช่วยให้ลูกค้าเห็นคุณภาพก่อนซื้อ

ส่งข้อความเดียวกันหาทุกร้าน

ข้อความ Mass Outreach มักไม่มีบริบทเกี่ยวกับธุรกิจที่กำลังติดต่อ

แข่งขันด้วยราคาต่ำที่สุด

การลดราคาอาจช่วยปิดงานบางประเภท แต่ถ้าราคาต่ำกว่าต้นทุน งานแรกอาจกลายเป็นภาระมากกว่าจุดเริ่มต้นธุรกิจ

รับประกันผลลัพธ์เกินควบคุม

อย่าเสนอว่า “รับประกันยอดขาย” หรือ “ทำแล้ว Viral แน่นอน” เพียงเพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจเร็วขึ้น

ไม่ Follow-up

Lead บางรายไม่ได้ตอบทันที การ Follow-up อย่างเหมาะสมจึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการขาย

แผน 7 วันสำหรับเริ่มหาลูกค้าคนแรก

วันที่ 1: กำหนด Niche

เลือกลูกค้าที่ต้องการรับงานหนึ่งประเภท เช่น คาเฟ่ ร้านเสื้อผ้า หรือธุรกิจบริการ

วันที่ 2: กำหนดแพ็กเกจ

เขียนให้ชัดว่าลูกค้าจะได้รับอะไรและไม่รวมอะไร

วันที่ 3: ทำ Sample Portfolio

สร้างตัวอย่างที่ตรงกับ Niche อย่างน้อยหนึ่งชุด

วันที่ 4: หา Lead

รวบรวมธุรกิจประมาณ 10–20 รายที่ตรงกลุ่ม

วันที่ 5: Research

ดู Social Media ของแต่ละธุรกิจและจด Opportunity ที่พบ

วันที่ 6: เริ่ม Outreach

ติดต่อ Lead ชุดแรกด้วยข้อความเฉพาะแต่ละธุรกิจ

วันที่ 7: สร้าง Content ของตัวเอง

โพสต์ความรู้หรือตัวอย่างงานหนึ่งชิ้น เพื่อให้คนที่เข้ามาตรวจสอบโปรไฟล์เห็นว่าคุณทำอะไร

หลังจากนั้นทำกระบวนการนี้ซ้ำและปรับตามข้อมูลที่ได้จริง

Checklist ก่อนเริ่มติดต่อ Lead

  • รู้ว่าตัวเองรับบริการอะไร
  • เลือกกลุ่มลูกค้าแล้ว
  • มี Portfolio หรือ Sample Work
  • มีแพ็กเกจเบื้องต้น
  • รู้ต้นทุนและช่วงราคาที่รับได้
  • มีช่องทางติดต่อที่ดูเป็นมืออาชีพ
  • เตรียม Brief สำหรับลูกค้าที่สนใจ
  • มีระบบบันทึก Lead
  • มีแผน Follow-up
  • ไม่ใช้ข้อความรับประกันผลลัพธ์เกินจริง

สรุป: ลูกค้าคนแรกมาจากกระบวนการ ไม่ใช่การรอ

การ หาลูกค้า Social Media คนแรกอาจใช้เวลา เพราะคุณยังไม่มี Case Study หรือฐานลูกค้าเดิมช่วยแนะนำต่อ แต่สามารถเพิ่มโอกาสได้ด้วยการกำหนด Niche สร้าง Portfolio และติดต่อธุรกิจที่มีปัญหาตรงกับบริการของคุณจริง

ไม่จำเป็นต้องส่งข้อความหาคนจำนวนมากในวันเดียว สิ่งสำคัญกว่าคือสร้างกระบวนการที่ทำต่อเนื่องได้ เช่น หา Lead, Research, Outreach, Follow-up และบันทึกผล

เมื่อลูกค้าคนแรกเริ่มเข้ามา ให้ใช้โอกาสนั้นสร้างผลงานจริง Case Study และ Referral เพื่อให้การหาลูกค้ารายต่อไปง่ายขึ้น

และหากต้องใช้บริการ Social Media ภายนอกเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจ สามารถศึกษาบริการของ LovelikeTH เพื่อวางต้นทุนและ Workflow ให้เหมาะสม โดยยังคงให้ Strategy, Content และการดูแลลูกค้าเป็นคุณค่าหลักของบริการที่คุณสร้างขึ้นเอง

แชร์บทความนี้: