ตั้งราคาแพ็กเกจดูแล Social Media ยังไง? วิธีคิดต้นทุนและกำไรสำหรับมือใหม่
LovelikeTH Aug 18, 2026 สร้างรายได้ออนไลน์
หนึ่งในคำถามแรกของคนที่เริ่มรับงานคือ ราคาแพ็กเกจดูแล Social Media ควรอยู่ที่เท่าไหร่ บางคนเปิดดูราคาคู่แข่งแล้วตั้งให้ถูกกว่าเพื่อหวังได้ลูกค้าเร็วขึ้น ขณะที่บางคนกำหนดราคาจากจำนวนโพสต์เพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้คำนวณเวลาประชุม แก้งาน ทำรายงาน หรือค่าเครื่องมือที่ต้องใช้
ผลคือมีลูกค้าเข้ามาจริง แต่พอทำไปหนึ่งหรือสองเดือนกลับพบว่าใช้เวลามากกว่าที่คิด และเงินที่เหลือหลังหักต้นทุนไม่คุ้มกับงานที่ต้องรับผิดชอบ
การตั้งราคาที่เหมาะสมจึงไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “คนอื่นขายเท่าไหร่?” แต่ควรเริ่มจาก “การส่งมอบแพ็กเกจนี้มีต้นทุนจริงเท่าไหร่?” แล้วจึงกำหนดราคาที่เหลือกำไรและยังเหมาะกับคุณค่าที่ลูกค้าได้รับ
ทำไมแพ็กเกจดูแล Social Media ถึงไม่มีราคากลางเดียว?
คำว่า “ดูแล Social Media” สามารถหมายถึงงานที่แตกต่างกันมาก ตั้งแต่เพียงเขียน Caption และตั้งเวลาโพสต์ ไปจนถึงวาง Strategy ถ่ายวิดีโอ ตัดต่อ ดูแลคอมเมนต์ ทำโฆษณา และประชุมกับลูกค้าทุกสัปดาห์
ตัวอย่างเช่น แพ็กเกจ 12 โพสต์ต่อเดือนของฟรีแลนซ์สองคนอาจมีราคาแตกต่างกันมาก เพราะคนหนึ่งได้รับรูปและข้อความจากลูกค้าพร้อมใช้ ส่วนอีกคนต้อง Research คิดหัวข้อ เขียน Copy ออกแบบภาพ และแก้งานหลายรอบ
ดังนั้นจำนวนโพสต์อย่างเดียวไม่สามารถใช้เปรียบเทียบราคาได้ ต้องดู Scope ทั้งหมดประกอบกัน
ก่อนตั้งราคา ต้องรู้ก่อนว่าขายอะไร
เริ่มจากเขียนรายการ Deliverables ให้ชัดเจน เช่น
- ดูแลแพลตฟอร์มใดบ้าง
- จำนวนโพสต์ต่อเดือน
- เป็นภาพนิ่ง Carousel หรือวิดีโอ
- ใครเป็นคนคิดหัวข้อ
- ใครเขียน Caption
- ลูกค้าส่งรูปให้หรือเราต้องผลิตเอง
- มีการตั้งเวลาโพสต์หรือไม่
- รวมตอบ Comment และ Inbox หรือไม่
- รวม Report หรือไม่
- มีประชุมกี่ครั้งต่อเดือน
- แก้งานได้กี่รอบ
ยิ่ง Scope ชัด การคำนวณราคาก็ยิ่งแม่น และลดปัญหา “งานนี้รวมอยู่ในแพ็กเกจหรือเปล่า?” หลังเริ่มทำงาน
ต้นทุนของงาน Social Media มีอะไรบ้าง?
คนเริ่มต้นมักคิดเฉพาะค่าออกแบบหรือค่าตัดต่อ แต่ต้นทุนจริงมีมากกว่านั้น
1. ค่าแรงของตัวเอง
แม้คุณจะทำงานเองทั้งหมด เวลาไม่ได้มีต้นทุนเป็นศูนย์
สมมติแพ็กเกจหนึ่งใช้เวลารวมต่อเดือนดังนี้:
- Research และวางแผน 3 ชั่วโมง
- เขียน Caption 4 ชั่วโมง
- ออกแบบ 8 ชั่วโมง
- แก้งาน 3 ชั่วโมง
- ตั้งเวลาโพสต์ 2 ชั่วโมง
- ประชุมและตอบลูกค้า 3 ชั่วโมง
- ทำ Report 2 ชั่วโมง
รวมแล้วใช้เวลาประมาณ 25 ชั่วโมงต่อเดือน ถ้าราคาแพ็กเกจดูเหมือนสูง แต่หารออกมาแล้วค่าแรงต่อชั่วโมงต่ำมาก นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าราคายังไม่เหมาะกับ Scope
2. ค่าเครื่องมือ
เช่น Software ออกแบบ โปรแกรมตัดต่อ เครื่องมือจัดตารางโพสต์ Cloud Storage หรือระบบบริหาร Project
หากเครื่องมือหนึ่งใช้กับลูกค้าหลายราย สามารถเฉลี่ยต้นทุนตามจำนวนลูกค้าได้ ไม่จำเป็นต้องนำ Subscription ทั้งเดือนใส่ให้ลูกค้าคนเดียว
3. ค่าจ้าง Freelancer หรือ Supplier
หากคุณไม่ได้ทำทุกอย่างเอง อาจมีต้นทุนจาก Designer, Video Editor, Photographer, Copywriter หรือผู้ให้บริการภายนอก
ต้นทุนเหล่านี้ควรรวมไว้ในการคำนวณก่อนเสนอราคาเสมอ ไม่ใช่ปิดการขายก่อนแล้วค่อยไปหาว่าจะจ้างใครในราคาที่เหลืออยู่
4. ต้นทุนบริการ Social Media ภายนอก
ถ้าแพ็กเกจของคุณมีบริการเสริมด้าน Social Proof หรือบริการ Social Media บางประเภทที่ซื้อจากผู้ให้บริการอื่น ต้นทุนนั้นก็เป็น Cost of Service เช่นเดียวกับค่าจ้าง Designer
ตัวอย่างเช่น หากคุณใช้บริการบางรายการจาก LovelikeTH เป็นส่วนหนึ่งของงานที่ส่งมอบให้ลูกค้า ควรตรวจราคาปัจจุบัน จำนวนที่ได้รับ ระยะเวลาดำเนินการ เงื่อนไข และข้อจำกัดของบริการก่อนนำไปคำนวณแพ็กเกจ
ไม่ควรตั้งราคาขายจากการบวกเปอร์เซ็นต์โดยไม่รู้ว่าต้นทุนจริงสามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ เพราะหากต้นทุน Supplier เพิ่มขึ้นในภายหลัง Margin ของคุณอาจลดลงทันที
5. ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทางธุรกิจ
อย่าลืมค่าใช้จ่าย เช่น ค่าธรรมเนียมรับชำระเงิน ภาษี ค่าโฆษณาหาลูกค้า ค่าโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต หรือค่าใช้จ่ายบริหารอื่นที่เกี่ยวข้อง
วิธีคำนวณต้นทุนแพ็กเกจแบบง่าย
สามารถเริ่มด้วยสูตรพื้นฐาน:
ต้นทุนรวม = ค่าแรง + ค่า Freelancer/Supplier + ค่าเครื่องมือ + ค่าใช้จ่ายอื่น
สมมติแพ็กเกจหนึ่งมีต้นทุนดังนี้:
- ค่าแรงของตัวเอง 6,000 บาท
- ค่า Video Editor 2,000 บาท
- ค่าเครื่องมือเฉลี่ย 500 บาท
- บริการภายนอก 500 บาท
ต้นทุนรวมคือ 9,000 บาท
ถ้าคุณขายแพ็กเกจ 9,500 บาท นั่นไม่ได้หมายความว่าได้กำไร 9,500 บาท แต่เหลือส่วนต่างเพียง 500 บาทก่อนคิดค่าใช้จ่ายอื่นและความเสี่ยงจากงานเพิ่มเติม
Markup กับ Margin ต่างกันยังไง?
สองคำนี้มักถูกใช้สลับกัน แต่ความหมายไม่เหมือนกัน
Markup คือเปอร์เซ็นต์ที่บวกเพิ่มจากต้นทุน
ตัวอย่าง ต้นทุน 10,000 บาท บวก Markup 30%:
ราคาขาย = 13,000 บาท
แต่ Margin ของงานนี้ไม่ใช่ 30% เพราะกำไร 3,000 บาทคิดเป็นประมาณ 23% ของราคาขาย
Profit Margin = (ราคาขาย − ต้นทุน) ÷ ราคาขาย × 100
การเข้าใจความแตกต่างช่วยให้คุณไม่ประเมินกำไรสูงกว่าความเป็นจริง
ควรตั้ง Margin เท่าไหร่?
ไม่มีตัวเลขเดียวที่เหมาะกับทุกธุรกิจ เพราะขึ้นอยู่กับประเภทงาน ความเสี่ยง ระดับการแข่งขัน ค่าใช้จ่ายคงที่ และความสามารถในการผลิต
สิ่งสำคัญคือแพ็กเกจต้องเหลือพื้นที่สำหรับค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น เช่น การแก้งานเพิ่มเติม การประชุมที่ใช้เวลานานกว่าคาด หรือต้นทุน Supplier เปลี่ยน
ถ้าราคาแทบเท่าต้นทุนตั้งแต่แรก งานเพียงชิ้นเดียวที่เกิน Scope ก็สามารถทำให้กำไรหายไปได้
อย่าตั้งราคาจากจำนวนโพสต์อย่างเดียว
โพสต์ 1 ชิ้นอาจใช้เวลาไม่เท่ากัน
ภาพ Quote ธรรมดากับ Carousel 10 หน้าไม่ควรมีต้นทุนเท่ากัน เช่นเดียวกับ Reel ที่ลูกค้าส่งไฟล์พร้อมตัด กับ Reel ที่ต้องคิด Script ถ่ายทำ และทำ Subtitle เองทั้งหมด
จึงควรแบ่งประเภท Content เช่น:
- Static Post
- Carousel
- Short-form Video
- Story
- Long-form Content
- Live Content
แล้วกำหนดต้นทุนต่อประเภทให้เหมาะสม
ตัวอย่างแพ็กเกจ Social Media 3 ระดับ
ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นโครงสร้าง ไม่ใช่ราคากลางที่ทุกคนต้องใช้
Starter
- 1 แพลตฟอร์ม
- 8 โพสต์ต่อเดือน
- Caption
- ออกแบบภาพพื้นฐาน
- ตั้งเวลาโพสต์
- แก้ไข 1–2 รอบตาม Brief
เหมาะกับธุรกิจที่มีข้อมูลและภาพอยู่แล้ว และต้องการคนช่วยจัดคอนเทนต์ให้สม่ำเสมอ
Growth
- 1–2 แพลตฟอร์ม
- 12–16 Content ต่อเดือน
- Content Planning
- ภาพ + Short-form Video
- Caption
- Scheduling
- Monthly Report
เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเพิ่มความสม่ำเสมอและเริ่มผลิตคอนเทนต์หลายรูปแบบ
Full Management
- หลายแพลตฟอร์มตามข้อตกลง
- Content Strategy
- ผลิต Content หลายรูปแบบ
- Scheduling
- Community Management ตาม Scope
- Reporting
- ประชุมสรุปผล
แพ็กเกจนี้มีภาระ Client Management สูงกว่าสองระดับแรก จึงต้องคิดต้นทุนการประชุม การประสานงาน และการบริหารทีมเข้าไปด้วย
ควรมีบริการเสริมแยกจากแพ็กเกจหรือไม่?
ควร หากเป็นงานที่ลูกค้าแต่ละรายไม่ได้ต้องการเหมือนกัน
ตัวอย่าง Add-on ได้แก่:
- ถ่ายภาพสินค้า
- ถ่ายวิดีโอ
- ตัด Reels เพิ่ม
- ดูแล Inbox
- ทำ Ads
- ทำ Influencer Outreach
- Social Proof ตามความเหมาะสม
- ทำ Report เพิ่มเติม
การแยก Add-on ช่วยให้แพ็กเกจหลักไม่ต้องแบกรับต้นทุนบริการที่ลูกค้าบางคนไม่ได้ใช้
ถ้าใช้ LovelikeTH เป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจ ควรคิดราคาอย่างไร?
หลักการเหมือนการใช้ Supplier รายอื่น คือเริ่มจากต้นทุนจริง ไม่ใช่เริ่มจากกำไรที่อยากได้
สมมติบริการหนึ่งจาก LovelikeTH เป็นต้นทุน 500 บาทสำหรับงานที่คุณกำลังส่งมอบ ไม่ควรมองเพียงว่า “ซื้อ 500 แล้วขาย 1,000 เท่ากับกำไร 500” เพราะยังมีเวลาในการรับ Brief ตรวจ Order ติดต่อกับลูกค้า และรับผิดชอบหลังการขาย
ต้นทุนที่ถูกต้องจึงอาจเป็น:
- ค่าบริการ 500 บาท
- เวลาในการจัดการ Order
- เวลา Support ลูกค้า
- ค่าธรรมเนียมรับเงิน
- Buffer สำหรับความผิดพลาดหรือการแก้ปัญหา
หลังรวมทั้งหมดแล้วจึงกำหนดราคาขาย
และก่อนนำบริการใดไปขายต่อหรือรวมในแพ็กเกจ ควรตรวจข้อกำหนดของบริการนั้นให้ชัดว่ารองรับรูปแบบการใช้งานที่คุณต้องการหรือไม่ ไม่ควรตีความสิทธิ์การขายต่อหรือ White Label ขึ้นเองจากการที่สามารถสั่งซื้อบริการได้
อย่าแข่งขันด้วยราคาถูกเพียงอย่างเดียว
ลูกค้าที่เลือกจากราคาต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียวสามารถเปลี่ยนผู้ให้บริการได้ง่ายเมื่อพบคนที่ถูกกว่า
สิ่งที่สร้างความแตกต่างได้มากกว่า เช่น
- เข้าใจธุรกิจของลูกค้า
- ตอบงานตรงเวลา
- มี Workflow ชัดเจน
- รายงานผลเข้าใจง่าย
- สื่อสารรวดเร็ว
- รักษามาตรฐานงาน
- สามารถแนะนำสิ่งที่ควรและไม่ควรทำ
ฟรีแลนซ์ที่ลดภาระให้เจ้าของธุรกิจได้จริงสามารถสร้างคุณค่าได้มากกว่าคนที่ขายจำนวนโพสต์อย่างเดียว
ตั้งราคาต่ำช่วงสร้าง Portfolio ได้ไหม?
ทำได้ หากกำหนดไว้ชัดว่าเป็นราคา Introductory หรือราคาเพื่อสร้าง Case Study และมีระยะเวลาสิ้นสุด
ตัวอย่างเช่น ใช้ราคาพิเศษ 2 เดือนแรก แล้วแจ้งราคาปกติตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือรับงานราคาต่ำแบบไม่มีกำหนด แล้วหวังว่าจะขึ้นราคาภายหลัง เพราะลูกค้าอาจมองราคาต่ำนั้นเป็นราคาปกติของบริการไปแล้ว
ต้องเก็บเงินล่วงหน้าหรือไม่?
สำหรับบริการรายเดือน การกำหนดเงื่อนไขการชำระก่อนเริ่มรอบงานช่วยลดความเสี่ยงจากการผลิตงานไปแล้วแต่ไม่ได้รับเงิน
รูปแบบอาจเป็นชำระเต็มจำนวนก่อนเริ่มรอบเดือน หรือแบ่งตาม Milestone ขึ้นอยู่กับขนาดงานและข้อตกลง
สิ่งสำคัญคือระบุ Due Date และเงื่อนไขให้ชัดในใบเสนอราคาหรือสัญญา
Scope Creep ทำให้แพ็กเกจขาดทุนได้อย่างไร?
Scope Creep คือการที่งานเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อยจากสิ่งที่ตกลงไว้ เช่น
- จาก 8 โพสต์เพิ่มเป็น 10 โพสต์โดยไม่เพิ่มราคา
- จาก Caption สั้นกลายเป็นบทความเต็มทุกโพสต์
- เพิ่มประชุมจากเดือนละครั้งเป็นทุกสัปดาห์
- เพิ่มแก้งานไม่จำกัด
- เริ่มให้ตอบ Inbox ทั้งที่ไม่ได้รวมในแพ็กเกจ
แต่ละรายการดูเล็กเมื่อเกิดแยกกัน แต่รวมกันหนึ่งเดือนอาจเพิ่มเวลาหลายชั่วโมง
จึงควรกำหนดใน Scope ว่างานนอกเหนือจากแพ็กเกจจะคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มตามลักษณะงาน
ควรขึ้นราคาเมื่อไหร่?
มีหลายสัญญาณที่บอกว่าควรทบทวนราคา เช่น
- ต้นทุนเครื่องมือหรือ Supplier เพิ่มขึ้น
- ลูกค้าต้องการ Scope มากขึ้น
- คุณภาพหรือความเชี่ยวชาญของคุณเพิ่มขึ้น
- งานเต็ม Capacity จนไม่สามารถรับลูกค้าใหม่ได้
- ใช้เวลาจริงมากกว่าที่เคยประเมินอย่างต่อเนื่อง
การขึ้นราคาไม่จำเป็นต้องเกิดทุกเดือน แต่ควร Review ต้นทุนเป็นระยะ เพราะราคาเดิมอาจไม่เหมาะกับต้นทุนปัจจุบันอีกต่อไป
ติดตามเวลาทำงานจริงอย่างน้อย 1–3 เดือน
ช่วงแรกคุณอาจยังไม่รู้ว่า Content Plan หนึ่งเดือนใช้เวลากี่ชั่วโมง วิธีที่แม่นที่สุดคือเก็บข้อมูลจริง
ลองบันทึกเวลาแยกเป็น:
- Research
- Copywriting
- Design
- Video
- Revision
- Meeting
- Client Support
- Reporting
หลังจากมีข้อมูล 2–3 รอบเดือน คุณจะเริ่มเห็นว่าขั้นตอนไหนกินเวลามากที่สุด และสามารถปรับราคา Workflow หรือ Outsource ได้แม่นขึ้น
อย่าลืม Capacity ของตัวเอง
สมมติคุณมีเวลาทำงานสำหรับลูกค้าจริงเดือนละ 120 ชั่วโมง และลูกค้าแต่ละรายใช้ประมาณ 25 ชั่วโมง คุณไม่ควรวางแผนรับ 10 รายเพียงเพราะระบบแพ็กเกจดูเหมือนขายได้
เมื่อจำนวนลูกค้าเกิน Capacity คุณภาพงานและความเร็วในการตอบจะลดลง และอาจต้องจ้างคนเพิ่ม ซึ่งทำให้ต้นทุนเปลี่ยนอีกครั้ง
ราคาที่เหมาะสมจึงต้องช่วยให้ธุรกิจสามารถเติบโตโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนลูกค้าอย่างเดียว
ตัวอย่างการคำนวณแพ็กเกจแบบครบต้นทุน
สมมติแพ็กเกจ Instagram สำหรับร้านค้า ประกอบด้วย:
- 12 โพสต์
- 8 Static/Carousel
- 4 Reels
- Caption
- Scheduling
- Monthly Report
ต้นทุนต่อเดือน:
- เวลาของคุณ 20 ชั่วโมง = 6,000 บาท
- Video Editor = 2,500 บาท
- ค่าเครื่องมือเฉลี่ย = 500 บาท
- บริการภายนอก = 500 บาท
- ค่าใช้จ่ายอื่นและ Buffer = 500 บาท
ต้นทุนรวม = 10,000 บาท
จากตรงนี้จึงค่อยกำหนดราคาขายโดยพิจารณากำไรที่ต้องการ ความซับซ้อนของงาน และราคาที่กลุ่มลูกค้าสามารถรับได้
จุดสำคัญไม่ใช่ตัวเลขในตัวอย่าง แต่คือคุณสามารถอธิบายได้ว่าราคาที่ตั้งมาจากอะไร
Checklist ก่อนส่งราคาให้ลูกค้า
- กำหนดจำนวนแพลตฟอร์มแล้ว
- กำหนดจำนวนและประเภท Content แล้ว
- คิดค่าแรงตัวเองแล้ว
- รวมค่า Freelancer และ Supplier แล้ว
- รวมค่าเครื่องมือแล้ว
- กำหนด Revision แล้ว
- กำหนดจำนวน Meeting แล้ว
- แยก Add-on แล้ว
- มี Buffer สำหรับงานเกินคาด
- คำนวณ Margin แล้ว
- กำหนดเงื่อนไขการชำระเงินแล้ว
- กำหนดระยะเวลาของแพ็กเกจแล้ว
สรุป: ราคาที่ดีต้องทำให้ลูกค้าเข้าใจและคุณยังมีกำไร
การกำหนด ราคาแพ็กเกจดูแล Social Media ไม่ควรเริ่มจากการลอกราคาคู่แข่งหรือพยายามเป็นคนที่ถูกที่สุด แต่ควรเริ่มจาก Scope งาน ต้นทุนเวลา ค่าเครื่องมือ ค่า Freelancer และ Supplier ที่ต้องใช้จริง
เมื่อรู้ต้นทุนแล้ว จึงเพิ่ม Margin ที่เหมาะสมและจัดแพ็กเกจให้ลูกค้าเข้าใจง่าย หากงานบางอย่างไม่ได้ใช้กับลูกค้าทุกคน ก็ควรแยกเป็น Add-on เพื่อไม่ให้แพ็กเกจหลักมีต้นทุนเกินความจำเป็น
สำหรับผู้ที่ใช้บริการของ LovelikeTH เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของการให้บริการ ควรศึกษาราคาและรายละเอียดล่าสุดก่อนนำไปคำนวณต้นทุน และใช้ร่วมกับ Strategy, Content และการดูแลลูกค้าที่คุณสร้างขึ้นเอง
เป้าหมายของการตั้งราคาไม่ใช่เพียงทำให้ลูกค้าตอบตกลง แต่ต้องทำให้คุณสามารถส่งมอบงานตามมาตรฐาน รับผิดชอบบริการได้ และยังเหลือกำไรสำหรับพัฒนาธุรกิจต่อไป
พร้อมนำสิ่งที่อ่านไปเริ่มใช้งานจริงแล้วหรือยัง?
สมัครสมาชิกเพื่อดูรายการบริการ ราคา และรายละเอียดล่าสุด หรือเข้าสู่ระบบหากคุณมีบัญชีอยู่แล้ว